1. ความเป็นมา/หลักการและเหตุผล
สภากาชาดไทย มีระบบสารสนเทศที่อยู่ภายใต้การดูแลของผู้รับจ้างภายนอก (Third-party
Vendors) หลายราย การตรวจสอบและบังคับใช้ข้อตกลงระดับบริการ (SLA)
ของผู้รับจ้างเหล่านี้เป็นไปได้ยากและใช้ทรัพยากรจำนวนมาก
โดยเฉพาะการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
สภากาชาดไทย
จึงมีความจำเป็นต้องจัดหาระบบเฝ้าระวังและบังคับใช้มาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แบบอัตโนมัติ
เพื่อลดภาระบุคลากร เพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบ และสามารถเรียกค่าปรับจากผู้รับจ้างได้อย่างเป็นระบบ
ระบบดังกล่าวต้องมีกลไกในการตรวจจับช่องโหว่ตามมาตรฐาน OWASP Top 10 และ CWE รวมถึงตรวจจับ SEO Hijacking,
Malicious Redirect, C2 Server และเครือข่ายอาชญากรรม ซึ่งเป็นภัยคุกคามหลักของหน่วยงานภาครัฐในปัจจุบัน
โดยระบบจะติดตั้งบน Infrastructure ของผู้ให้บริการในประเทศไทยเท่านั้น
และดำเนินการในรูปแบบการให้บริการเช่าระบบ (Service Rental)
2. วัตถุประสงค์
- เพื่อให้มีระบบตรวจสอบและบังคับใช้ข้อตกลงระดับบริการ (SLA) ของผู้รับจ้างภายนอก (Vendors) โดยอัตโนมัติ
- เพื่อให้มีกลไกคำนวณค่าปรับอัตโนมัติเมื่อเกิดการละเมิด SLA และช่องโหว่ความมั่นคงปลอดภัยตามมาตรฐาน OWASP
Top 10 และ NCSA WSS 1.0
- เพื่อให้มีระบบตรวจจับและวิเคราะห์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ เช่น SEO Hijacking, Malicious Redirect, C2 Server
และเครือข่ายอาชญากรรม
- เพื่อให้ระบบทั้งหมดทำงานบน Infrastructure ในประเทศไทย โดยข้อมูลไม่ถูกส่งออกนอกประเทศ
- เพื่อลดภาระบุคลากรของ สภากาชาดไทย
ในการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยของผู้รับจ้างภายนอก
3. ขอบเขตของงาน / รายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุ
เงื่อนไขบังคับ: ผู้เสนอราคาต้องจัดหาระบบที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
ทุกข้อ หากไม่ตรงตามเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง จะถือว่าไม่ผ่านคุณสมบัติและไม่ได้รับการพิจารณา
3.1 ระบบบังคับใช้ SLA อัตโนมัติ (Autonomous SLA Enforcement)
ระบบต้องมีกลไกในการติดตาม ตรวจสอบ และบังคับใช้ข้อตกลงระดับบริการ (SLA) กับผู้รับจ้างภายนอก (Third-party
Vendors) โดยอัตโนมัติ ดังนี้:
ความสามารถหลัก:
- การนับถอยหลัง SLA (SLA Countdown):
ระบบต้องสามารถนับถอยหลังระยะเวลาที่กำหนดให้ผู้รับจ้างแก้ไขปัญหา ตามระดับความรุนแรง (Critical,
High, Medium/Low) และแจ้งเตือนเมื่อใกล้หมดเวลา
- การคำนวณค่าปรับอัตโนมัติ (Automated Penalty Calculation):
เมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนด ระบบต้องคำนวณค่าปรับตามอัตราที่กำหนดในสัญญา โดยคิดเป็นรายวันต่อช่องโหว่
และสามารถส่งออกรายงานเพื่อใช้ในการหักเงินจากผู้รับจ้างได้
- การตรวจจับช่องโหว่ตามมาตรฐาน OWASP Top 10: ระบบต้องสามารถตรวจจับช่องโหว่ตาม
OWASP Top 10 (2021) ตามขอบเขตที่กำหนดในข้อ 3.5
- การตรวจจับ Security Baseline: ตรวจสอบ DNSSEC, HTTPS, SPF Record, DMARC Record
และ Infrastructure Obfuscation
- การตรวจจับ Misconfiguration: ตรวจจับการเปิดเผยข้อมูลผ่าน /author=1,
/rest_route=/ และ HTTP Headers
- การตรวจจับ Hijacking และ Malicious Redirect: ตรวจจับ Query String Hijacking
Payload และบันทึก Redirect Hops
- การตรวจจับ C2 Server และเครือข่ายอาชญากรรม: ตรวจจับ C2 Server ด้วย
Fingerprinting, HTTP Header Analysis, Periodic Beaconing
และวิเคราะห์เครือข่ายอาชญากรรมผ่านฐานข้อมูลกราฟ
- การตรวจจับไลบรารีที่ล้าสมัย: ตรวจจับไลบรารี JavaScript และแมปกับ CVE เช่น
jQuery 3.2.1 (CVE-2020-11022, CVE-2020-11023), Bootstrap 4.0.0 (CVE-2016-10735, CVE-2018-14040)
เงื่อนไขเพิ่มเติม:
- ระบบส่วนกลางที่ใช้ควบคุมข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อน
ต้องติดตั้งและทำงานบนโครงสร้างพื้นฐานของผู้ให้บริการ ซึ่งตั้งอยู่ภายใน
ประเทศไทยเท่านั้น
- ห้ามส่งข้อมูล (URL, Domain, IP, Payload, Log)
ออกไปยังระบบภายนอกหรือผู้ให้บริการบุคคลที่สามโดยเด็ดขาด
- ระบบต้องมี SLA ด้านความพร้อมใช้ (Uptime) ไม่น้อยกว่า 99.5% ต่อเดือน
- ต้องมีกลไก High Availability (HA) แบบ Active-Passive
- ระบบหลักต้องสามารถทำงานบน AlmaLinux 9 หรือ Ubuntu 22.04 LTS
- ผู้ให้บริการรับผิดชอบดูแลระบบทั้งหมด รวมถึงการอัพเดตระบบปฏิบัติการ แพตช์ความปลอดภัย
และการบริหารจัดการทรัพยากร
- ระบบต้องสามารถส่งข้อมูลไปยัง SIEM/SOC ผ่าน Syslog (RFC 5424) หรือ REST API (TLS 1.3)
- ต้องมี Dashboard แสดงสถานะ SLA และค่าปรับที่คำนวณได้แบบเรียลไทม์
3.2 การยืนยันตัวตนและการเข้าถึงระบบ (Authentication & Access Control)
ระบบต้องมีกลไกการยืนยันตัวตนและการควบคุมการเข้าถึงที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูง ตามข้อกำหนดดังต่อไปนี้:
ข้อกำหนดด้านการยืนยันตัวตน (Authentication):
- การยืนยันตัวตนแบบสองปัจจัย (2FA / Multi-Factor Authentication):
ระบบต้องบังคับใช้การยืนยันตัวตนแบบสองปัจจัย (2FA) สำหรับผู้ใช้ทุกประเภท โดยปัจจัยที่สองต้องเป็น
Passkey (WebAuthn / FIDO2) ที่รองรับการยืนยันตัวตนด้วยอุปกรณ์ทางกายภาพ
(Physical Security Key) เช่น YubiKey หรือผ่านระบบ Biometric (Face ID / Fingerprint)
บนอุปกรณ์ที่รองรับ
- รหัสผ่านที่ปลอดภัย (Strong Password Policy):
ระบบต้องบังคับใช้รหัสผ่านที่มีความซับซ้อนตามมาตรฐาน โดยต้องมีความยาวไม่น้อยกว่า 12
อักขระ และประกอบด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวพิมพ์เล็ก ตัวเลข และอักขระพิเศษ
และต้องมีการเปลี่ยนรหัสผ่านทุก 90 วัน
- การปิดใช้งานบัญชีอัตโนมัติ (Account Lockout):
ระบบต้องมีกลไกการปิดใช้งานบัญชีอัตโนมัติเมื่อมีการพยายามเข้าสู่ระบบผิดพลาดเกิน 5
ครั้งติดต่อกัน ภายในระยะเวลา 15 นาที
- Session Management: ระบบต้องตัดการเชื่อมต่อ (Session Timeout)
เมื่อไม่มีการใช้งานเกิน 15 นาที
และต้องบังคับให้มีการยืนยันตัวตนใหม่เมื่อเข้าถึงฟังก์ชันที่มีความเสี่ยงสูง
การจัดสรร Passkey สำหรับการเข้าถึงระบบ:
- จำนวน Passkey ขั้นต่ำสำหรับหน่วยงาน: ผู้ให้บริการต้องจัดเตรียม Passkey
(Physical Security Key / YubiKey) ให้กับ สภากาชาดไทย จำนวนอย่างน้อย
2 (สอง) ชุด สำหรับการใช้งานของบุคลากรหน่วยงาน และต้องจัดเตรียม Passkey
เพิ่มเติมอีก 1 (หนึ่ง) ชุด สำหรับคู่สัญญาผู้บริการภายนอก (External IT Vendor)
เพื่อใช้ในการบริหารจัดการทำงานร่วมกับระบบ
- การจัดเก็บและควบคุม: Passkey ทั้งหมดต้องถูกจัดเก็บ ควบคุมและเป็นความรับผิดชอบโดยผู้ดูแลระบบของ
สภากาชาดไทย
- การขอ Passkey เพิ่มเติมหรือทดแทน: ในกรณีที่หน่วยงานต้องการ Passkey เพิ่มเติม
หรือสูญหาย/ชำรุด ค่าใช้จ่ายในการจัดหา Passkey เพิ่มเติมหรือทดแทนจะไม่รวมอยู่ในวงเงินงบประมาณ 480,000 บาท ตาม TOR
นี้ และหน่วยงานจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าวโดยตรง
- การเพิกถอน Passkey (Revocation):
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงบุคลากรหรือหมดอายุการใช้งาน หน่วยงานต้องมีกระบวนการเพิกถอน Passkey
ที่ไม่ใช้งานแล้ว และแจ้งให้ผู้ให้บริการดำเนินการลบสิทธิ์การเข้าถึงดังกล่าวออกจากระบบภายใน
24 ชั่วโมง
ข้อกำหนดด้านการควบคุมการเข้าถึง (Access Control):
- หลักการสิทธิ์น้อยที่สุด (Principle of Least Privilege):
ผู้ใช้แต่ละรายจะได้รับสิทธิ์การเข้าถึงเฉพาะเท่าที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น
- การแบ่งแยกหน้าที่ (Segregation of Duties): ระบบต้องรองรับการกำหนดบทบาท
(Role-based Access Control - RBAC) ที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการรวมอำนาจไว้ที่ผู้ใช้คนเดียว
- การบันทึกประวัติการเข้าถึง (Access Logging):
ระบบต้องบันทึกประวัติการเข้าถึงและการกระทำที่สำคัญ (Audit Log) ทั้งหมดของผู้ใช้ทุกราย โดยข้อมูล
Log ต้องถูกจัดเก็บไว้อย่างน้อย 1 ปี และไม่สามารถแก้ไขหรือลบได้โดยผู้ใช้ทั่วไป
- การแจ้งเตือนเมื่อมีการเข้าถึงผิดปกติ:
ระบบต้องแจ้งเตือนไปยังผู้ดูแลระบบโดยอัตโนมัติ เมื่อตรวจพบการเข้าถึงที่ผิดปกติ เช่น
การเข้าสู่ระบบจากสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย หรือการพยายามเข้าถึงข้อมูลที่อยู่นอกเหนือสิทธิ์
3.3 สถาปัตยกรรมประมวลผลหลัก (Core Processing Architecture)
ระบบต้องทำงานบนสถาปัตยกรรมแบบ Actor-model concurrency (เช่น Elixir บน BEAM Virtual
Machine) และมีการจัดการสถานะข้อมูลแบบเรียลไทม์ด้วยระบบฐานข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (เช่น Mnesia)
เพื่อรองรับการนับถอยหลัง SLA ของสินทรัพย์ดิจิทัลและหน้าเว็บเพจมากกว่า 50,000 หน้า
พร้อมกัน โดยไม่เกิดคอขวดหรือระบบล่ม
3.4 เอเจนต์ตรวจสอบความเร็วสูง (High-Performance Scanning Agents)
โมดูลแกนหลักในการสแกนและประมวลผลเชิงลึก ต้องพัฒนาด้วยภาษาโปรแกรมระดับระบบที่ปลอดภัยต่อหน่วยความจำ
(Memory-safe systems programming เช่น Rust) และเชื่อมต่อกับระบบหลักผ่าน Native
Implemented Functions (NIFs) เพื่อให้เกิดการประมวลผลแบบ Zero-overhead
เงื่อนไขเพิ่มเติม:
- เอเจนต์ตรวจสอบต้องทำงานบนโครงสร้างพื้นฐานของผู้ให้บริการเท่านั้น
- ข้อมูลทั้งหมดต้องถูกจัดเก็บในฐานข้อมูลบน Infrastructure ของผู้ให้บริการเท่านั้น
- เอเจนต์ต้องทำงานในลักษณะ Containerized (Docker) และมีการเข้ารหัสข้อมูลด้วย
AES-256
- เอเจนต์ต้องสามารถขยายขนาด (Scale-out) รองรับการสแกนหน้าเว็บเพจมากกว่า 50,000 หน้าพร้อมกัน
3.5 ระบบฐานข้อมูลกราฟเพื่อประเมินความเสี่ยงเครือข่ายและการวิเคราะห์ C2 (Command and Control Server
ของผู้โจมตี)
เพื่อใช้เป็นระบบหลักในการจัดเก็บและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ขององค์กรอาชญากรที่ทำการโจมตีองค์กร
และประเมินความเสี่ยงของแอสเซ็ตเหล่านั้นแบบเรียลไทม์
โดยเฉพาะการค้นหารูปแบบการสื่อสารที่ผิดปกติที่บ่งชี้ถึงการมีอยู่ของ C2 Server
ที่ผู้โจมตีใช้ควบคุมมัลแวร์หรือขโมยข้อมูล รวมถึงการตรวจจับ DNS Tunneling, โดเมนต้องสงสัย,
การเปลี่ยนเส้นทาง (Redirect Hijack) ไปยังเว็บไซต์อันตราย
และต้องใช้เทคโนโลยีฐานข้อมูลกราฟที่ทำงานในหน่วยความจำ (In-memory Graph Database) เช่น
Memgraph เพื่อรองรับการวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบเรียลไทม์และซับซ้อน
ความสามารถหลัก:
- Network Risk Estimation: วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง IP, Domain, ไฟล์, ผู้ใช้
- Crime Network Identification: ตรวจจับและจัดกลุ่มเครือข่ายอาชญากรรม
- C2 Server Detection: ตรวจจับ C2 Server ด้วย Fingerprinting, HTTP Header
Analysis, Periodic Beaconing
- Real-time Performance: Path Finding, All Shortest Paths, Risk Score Calculation
เงื่อนไขเพิ่มเติม:
- ต้องใช้ฐานข้อมูลกราฟที่ทำงานในหน่วยความจำ รองรับ MVCC และ Snapshot Isolation
- รองรับภาษา Cypher และ Stored Procedure ด้วย Python หรือ C/C++
- มีกลไก Replication และ Write-Ahead Logging (WAL)
- ข้อมูลทั้งหมด (Graph DB, WAL, Snapshot)
ต้องถูกจัดเก็บในประเทศไทยเท่านั้น
3.6 ข้อกำหนดด้านมาตรฐาน OWASP Top 10 (2021)
เงื่อนไขบังคับ: ระบบตรวจสอบต้องมีความสามารถในการตรวจจับและประเมินช่องโหว่ตามมาตรฐาน
OWASP Top 10 (2021) ครบตามขอบเขตและข้อจำกัดที่กำหนดไว้ในข้อ 3.6.1 และ 3.6.2
3.6.1 การตรวจสอบแบบไม่รุกล้ำ (Non-intrusive / EASM Softcheck)
ระบบต้องสามารถดำเนินการตรวจสอบหมวดหมู่ OWASP ต่อไปนี้ ด้วยวิธีการที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบเป้าหมาย
(Non-intrusive) ปลอดภัยต่อระบบสารสนเทศของผู้รับจ้าง
และไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงข้อมูลหรือความเสียหายต่อระบบ:
| OWASP Category |
ขอบเขตการตรวจสอบ |
ตัวอย่าง CWE |
| A02:2021 - Cryptographic Failures |
ตรวจสอบ SSL/TLS Certificate (วันหมดอายุ, Cipher Suite ที่อ่อนแอ เช่น TLS 1.0, Weak Ciphers)
|
CWE-311, CWE-326 |
| A04:2021 - Insecure Design |
ตรวจจับการเปิดเผยข้อมูลเบื้องต้น เช่น /wp-json/wp/v2/users, /author=1 เพื่อดึง Username
ผู้ดูแลระบบ |
CWE-266, CWE-602 |
| A05:2021 - Security Misconfiguration |
ตรวจสอบ HTTP Security Headers (HSTS, CSP, X-Frame-Options), Directory Listing, Server Banner
Leak (Apache/PHP Version) |
CWE-200, CWE-16 |
| A06:2021 - Vulnerable and Outdated Components |
Fingerprinting ไลบรารี Frontend ที่ล้าสมัย (jQuery, Vue.js, Bootstrap, React)
และนำไปเทียบกับฐานข้อมูล CVE |
CWE-1104, CWE-937 |
การตรวจสอบตามข้อ 3.6.1 ถือเป็นข้อกำหนดขั้นต่ำที่ผู้ให้บริการต้องมีให้ครบถ้วนสมบูรณ์
โดยไม่สามารถลดทอนหรือยกเว้นการตรวจสอบในหมวดหมู่ใดหมวดหมู่หนึ่งได้
3.6.2 การตรวจสอบแบบจำกัดขอบเขต (Limited-scope / Surface-level)
สำหรับหมวดหมู่ OWASP ต่อไปนี้ ระบบสามารถดำเนินการตรวจสอบได้เฉพาะในขอบเขตจำกัด (Surface-level) เท่านั้น
เนื่องจากการตรวจสอบเชิงลึกจะถือเป็นการโจมตีทางไซเบอร์ (DAST/Penetration Testing)
ซึ่งอยู่นอกเหนือขอบเขตของระบบนี้:
| OWASP Category |
ขอบเขตการตรวจสอบที่อนุญาต |
ข้อห้ามและข้อจำกัด |
ตัวอย่าง CWE |
| A01:2021 - Broken Access Control |
ตรวจสอบว่า URL ที่ควรสงวนไว้ (เช่น /admin, /backup.zip, /config.php)
สามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องล็อกอินหรือไม่ |
ห้ามพยายามเข้าถึงระบบด้วยข้อมูลประจำตัว (Credential) ใดๆ |
CWE-284, CWE-285 |
| A03:2021 - Injection |
ตรวจจับ Reflected XSS ด้วย Payload แบบไม่ก่อให้เกิดอันตราย (Non-destructive Payload)
เท่านั้น |
ห้ามดำเนินการ SQL Injection หรือ Command Injection โดยเด็ดขาด
เนื่องจากอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลหรือระบบของผู้รับจ้าง |
CWE-79 |
| A07:2021 - Identification and Authentication Failures |
ตรวจจับการใช้ Default Credentials เบื้องต้น, การไม่มี Rate Limiting |
ห้ามดำเนินการ Brute Force Attack หรือ Dictionary Attack |
CWE-287, CWE-521 |
| A08:2021 - Software and Data Integrity Failures |
ตรวจจับ Prototype Pollution ผ่าน Query String (อาจมี False Positive สูง) |
ผลการตรวจสอบต้องมีการยืนยันและทวนสอบก่อนสรุปผล |
CWE-1321, CWE-829 |
| A09:2021 - Security Logging and Monitoring Failures |
ตรวจจับการไม่มี Audit Log, การไม่มี Logging ที่เหมาะสมจาก HTTP Headers |
ตรวจสอบเฉพาะข้อมูลที่เปิดเผยผ่าน HTTP Headers เท่านั้น |
CWE-778, CWE-117 |
| A10:2021 - Server-Side Request Forgery (SSRF) |
ตรวจจับ URL Parameter ที่อาจถูกใช้โจมตี SSRF |
ห้ามส่ง Request ไปยัง IP Address หรือ Domain ภายนอกโดยไม่ได้รับอนุญาต |
CWE-918 |
ข้อกำหนดเพิ่มเติมสำหรับข้อ 3.6.2:
- ห้ามเด็ดขาด ในการส่ง Payload ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงข้อมูล
(Create, Update, Delete) หรือส่งผลกระทบต่อความพร้อมใช้งานของระบบเป้าหมาย (Denial of Service)
- Payload ที่ใช้ต้องเป็นแบบ Non-destructive และ Safe เท่านั้น
โดยพิสูจน์ได้ว่าไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบของผู้รับจ้าง
- ระบบต้องมีกลไกในการตรวจจับและหยุดการสแกนโดยอัตโนมัติ
หากพบว่าระบบเป้าหมายตอบสนองผิดปกติหรืออาจได้รับผลกระทบจากการตรวจสอบ
- ผลการตรวจสอบในข้อ 3.6.2 ที่มีระดับความเชื่อมั่นต่ำ (False Positive สูง)
ต้องระบุไว้อย่างชัดเจนในรายงาน และไม่สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานในการเรียกค่าปรับได้
เว้นแต่จะมีการยืนยันผลด้วยวิธีการอื่น
3.6.3 การตรวจจับและรายงานช่องโหว่ของไลบรารี
- ตรวจจับไลบรารี JavaScript และระบุเวอร์ชัน เปรียบเทียบกับเวอร์ชันล่าสุด
- แมปช่องโหว่กับ CVE และ CWE เช่น jQuery 3.2.1 (CVE-2020-11022,
CVE-2020-11023), Bootstrap 4.0.0 (CVE-2016-10735, CVE-2018-14040)
- ประเมินระดับความรุนแรงด้วยคะแนน CVSS
3.6.4 การตรวจจับ Security Baseline
- DNSSEC: ตรวจสอบ RRSIG Record
- HTTPS: ตรวจสอบการใช้งาน HTTPS และความถูกต้องของใบรับรอง
- SPF Record: ตรวจสอบการมี SPF Record
- DMARC Record: ตรวจสอบ _dmarc TXT Record
- Infrastructure Obfuscation: ตรวจสอบการปิดบังข้อมูล HTTP Headers
3.6.5 การตรวจจับ Misconfiguration และ Information Disclosure
- ตรวจจับการเปิดเผย Username เช่น ผ่าน
/author=1
- ตรวจจับ REST API Fallback เช่น ผ่าน
/rest_route=/
- ตรวจจับการเปิดเผยข้อมูลผ่าน HTTP Headers
- ตรวจจับการเปิดเผยข้อมูลอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้เทคนิคชั้นสูงในการตรวจจับ
โดยที่ไม่กระทบต่อการใช้งานระบบและเว็บไซต์
3.6.6 การตรวจจับ Hijacking และ Malicious Redirect
- ตรวจจับ Query String Hijacking Payload
- บันทึกเส้นทางการเปลี่ยนเส้นทางทั้งหมด (Redirect Hops)
- ระบุเว็บไซต์ปลายทางที่เป็นอันตราย
3.7 ข้อกำหนดด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI & Machine Learning)
เงื่อนไขบังคับ:
- ข้อมูลที่ป้อนเข้าสู่โมเดล AI และส่งไปยังผู้ให้บริการ AI รายใดๆ ต้องผ่านกระบวนการ
Anonymization โดยลบ URL, Domain, IP Address,
รายละเอียดอื่นใดที่สามารถระบุถึงเจ้าของทรัพย์สินทางดิจิทัลให้เห็นถึงจุดอ่อนได้
3.8 ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและการปฏิบัติตามมาตรฐาน
- มีนโยบายการจัดการช่องโหว่ แก้ไขช่องโหว่ระดับ Critical ภายใน 72 ชั่วโมง
- ทุกการเชื่อมต่อต้องใช้ TLS Certificate ที่น่าเชื่อถือ
- ต้องปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติที่ดีด้านความปลอดภัย (Industry Best Practices)
- ผ่านการทดสอบ Penetration Test โดยผู้เชี่ยวชาญภายนอก (CEH, OSCP) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
- เข้ารหัสข้อมูลด้วย AES-256
- มีแผนตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน (Incident Response Plan)
3.9 ข้อกำหนดด้านการให้บริการแบบ Rental
รูปแบบการให้บริการ:
- ผู้ให้บริการดำเนินการในลักษณะ การให้บริการเช่าระบบ (Service Rental)
- ระบบทั้งหมดติดตั้งอยู่บน Infrastructure ของผู้ให้บริการในประเทศไทย
- ผู้ให้บริการเป็นผู้ดูแลระบบอย่างครบวงจร (Fully Managed Service) ตลอด 12 เดือน
- สภากาชาดไทย ไม่ต้องติดตั้งระบบหรือโครงสร้างพื้นฐานใดๆ เพิ่มเติม
ขอบเขตความรับผิดชอบของผู้ให้บริการ:
- ติดตั้ง ดูแล บำรุงรักษาระบบบน Infrastructure ของผู้ให้บริการในประเทศไทย
- รับผิดชอบค่าใช้จ่าย Hardware, Software, Network, Backup, Maintenance
- ดูแล Uptime ไม่น้อยกว่า 99.5% ต่อเดือน
- สำรองข้อมูล (Backup) อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
- ให้การสนับสนุนทางเทคนิค 24/7 (ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ)
โดยการตอบสนองของบุคลากรจะดำเนินการในเวลาทำการ วันจันทร์ - วันศุกร์ (9:00 - 18:00
น.) ยกเว้นกรณีฉุกเฉินร้ายแรง (Critical) ที่ต้องตอบสนองภายใน 24 ชั่วโมง
3.10 เอกสารที่ต้องส่งมอบ
- คู่มือการใช้งานระบบสำหรับผู้ดูแล (User Manual)
- คู่มือการใช้งานสำหรับผู้บริหาร (Executive Dashboard Guide)
- รายงานผลการทดสอบระบบ (Test Report)
- เอกสารนโยบายการรักษาความปลอดภัยของระบบ (Security Policy)
- แผนการตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน (Incident Response Plan)
- รายงานผลการ Penetration Test (Pen Test Report)
- ตัวอย่างรายงานการตรวจสอบตามมาตรฐาน OWASP Top 10 และ CWE
4. ระยะเวลาการดำเนินงาน
กำหนดเวลาการส่งมอบพัสดุ หรือให้งานแล้วเสร็จ ภายใน 30 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญา
และระยะเวลาการให้บริการ 12 เดือน นับจากวันที่ลงนามในเอกสารรับมอบบริการ (Service Acceptance
Certificate)
5. วงเงินงบประมาณหรือวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร
- เบิกจ่ายจากเงิน งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569
- แผนงาน/ผลงาน แผนงานยุทธศาสตร์ที่ 5 การพัฒนาเชิงรุกของระบบการจัดการ
- โครงการ โครงการยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
6. คุณสมบัติของผู้เสนอราคา
6.1 มีความสามารถตามกฎหมาย
6.2 ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
6.3 ไม่อยู่ระหว่างเลิกกิจการ
6.4 ไม่เป็นบุคคลซึ่งอยู่ระหว่างถูกระงับการยื่นข้อเสนอหรือทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐไว้ชั่วคราว
6.5 ไม่เป็นบุคคลซึ่งถูกระบุชื่อไว้ในบัญชีรายชื่อผู้ทิ้งงาน
6.6 มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่คณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างกำหนด
6.7 เป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาผู้มีอาชีพขายหรือรับจ้างพัสดุดังกล่าว
6.8 ไม่เป็นผู้ได้รับเอกสิทธิ์หรือความคุ้มกัน ซึ่งอาจปฏิเสธไม่ยอมขึ้นศาลไทย
คุณสมบัติเฉพาะเพิ่มเติม:
- ผู้ให้บริการต้องมีบุคลากรหลัก (Lead Engineer)
ที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาระบบที่รองรับการทำงานพร้อมกันสูง (High Concurrency)
และทนทานต่อความบกพร่อง (Fault-tolerant) ด้วยเทคโนโลยี Elixir/Erlang (BEAM) หรือ Rust
และมีความรู้ด้านฐานข้อมูลกราฟ (Graph Database) อย่างน้อย 1 คน
- ผู้ให้บริการต้องมีประสบการณ์ในการพัฒนาหรือให้บริการระบบด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
แก่หน่วยงานภาครัฐ หรือองค์กรในประเทศไทย
- ผู้ให้บริการต้องมีประสบการณ์หรือผลงานที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์เครือข่ายอาชญากรรม (Criminal
Network Analysis) และการตรวจจับ C2 Server
- ผู้ให้บริการต้องมีระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยคุกคามอัตโนมัติ (Automated Monitoring & Alerting)
ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีการสนับสนุนจากบุคลากร (Support) ในเวลาทำการปกติ
- ระบบที่ใช้ให้บริการต้องติดตั้งอยู่บนโครงสร้างพื้นฐาน (Cloud/Data Center)
ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยระดับสากล เช่น ISO 27001 หรือเทียบเท่า
- ผู้ให้บริการต้องยินยอมให้ สภากาชาดไทย
ตรวจสอบความโปร่งใสของระบบและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ ตามขอบเขตที่ตกลงร่วมกัน
- ผู้ให้บริการต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความหละหลวมของระบบ ตามมูลค่าจริง
แต่ไม่เกินมูลค่าของสัญญาจ้าง
- ผู้ให้บริการต้องมีข้อตกลงการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processing Agreement - DPA) ที่สอดคล้องกับ
พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
7. กำหนดยืนราคา
ราคาที่เสนอจะต้องเสนอกำหนดยืนราคา ไม่น้อยกว่า 90 วัน ตั้งแต่วันเสนอราคา โดยภายในกำหนดยืนราคา
ผู้ยื่นข้อเสนอต้องรับผิดชอบราคาที่ตนได้เสนอไว้ และจะถอนการเสนอราคามิได้
8. หลักเกณฑ์ในการพิจารณาข้อเสนอ
ในการพิจารณาผลการยื่นข้อเสนอประกวดราคาโดยวิธีเฉพาะเจาะจงครั้งนี้ สภากาชาดไทย
จะพิจารณาตัดสินโดยใช้หลักเกณฑ์ ราคา
9. การส่งมอบงาน
ผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องเสนอกำหนดเวลาส่งมอบพัสดุ ไม่เกิน 30 วัน
นับถัดจากวันลงนามในสัญญาซื้อขายหรือสัญญาจ้าง หรือวันที่ได้รับหนังสือแจ้งจาก สภากาชาดไทย ให้ส่งมอบพัสดุหรืองานจ้าง
10. เงื่อนไขการจ่ายเงิน
สภากาชาดไทย จะจ่ายค่าสิ่งของซึ่งได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนภาษีอากรอื่นๆ
และค่าใช้จ่ายทั้งปวงแล้วให้แก่ผู้ยื่นข้อเสนอที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ขายหรือผู้รับจ้าง
เมื่อผู้ขายหรือผู้รับจ้างได้ส่งมอบสิ่งของหรืองานจ้างได้ครบถ้วนตามสัญญาหรือข้อตกลงเป็นหนังสือ และ สภากาชาดไทย ได้ตรวจรับมอบสิ่งของหรืองานจ้างไว้เรียบร้อยแล้ว
โดยถือราคาเหมารวมเป็นเกณฑ์ แบ่งเป็นงวดงาน 1 งวด งวดเงิน 1 งวด
11. อัตราค่าปรับ
หากผู้ขายหรือผู้รับจ้าง ไม่สามารถส่งมอบพัสดุภายในเวลาที่กำหนดไว้
ผู้ขายหรือผู้รับจ้างจะต้องชำระค่าปรับให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้ว่าจ้าง กำหนดค่าปรับโครงการจัดจ้าง ในอัตราร้อยละ
0.10 ของราคาค่าสิ่งของหรืองานจ้างที่ยังไม่ได้รับมอบ นับถัดจากวันครบกำหนดส่งมอบพัสดุ
ค่าปรับเพิ่มเติมตามข้อกำหนดเฉพาะ (สำหรับการบังคับใช้ SLA กับ Vendor):
| รายการ |
อัตราค่าปรับ |
| ค่าปรับกรณีส่งข้อมูลออกนอกประเทศไทย |
50,000 บาท/ครั้ง |
| ค่าปรับกรณีระบบหยุดให้บริการ (Downtime) |
5,000 บาท/ชั่วโมง |
| ค่าปรับกรณีไม่สามารถตรวจจับ C2 / Crime Network |
20,000 บาท/ครั้ง |
| ค่าปรับกรณีไม่สามารถตรวจจับ Hijacking / Malicious Redirect |
15,000 บาท/ครั้ง |
| ค่าปรับกรณีไม่สามารถตรวจจับ OWASP Top 10 (ตามข้อ 3.6.1) |
10,000 บาท/ครั้ง |
| ค่าปรับกรณี Vendor ไม่แก้ไขช่องโหว่ตามกำหนด SLA |
500 - 1,000 บาท/วัน/ช่องโหว่ |
12. การรับประกันความชำรุดบกพร่อง
รับประกันความชำรุดบกพร่อง ไม่น้อยกว่า 12 เดือน
และดำเนินการซ่อมแซมแก้ไขความชำรุดบกพร่องให้ดีดังเดิม ภายใน 7 วัน
นับถัดจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากผู้ซื้อหรือผู้ว่าจ้าง และดำเนินการซ่อมแซม
แก้ไขจนแล้วเสร็จภายในเวลาที่ผู้ซื้อหรือผู้ว่าจ้างกำหนด
13. ข้อกำหนดเพิ่มเติม
☐ ผู้ยื่นข้อเสนอขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบการ SMEs
☐ พัสดุดังกล่าวผลิตภายในประเทศ
14. สถานที่ติดต่อเพื่อขอทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบเขตงาน (TOR)
สภากาชาดไทย เลขที่ 1871 ถนนพระรามที่ 4 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
โทรศัพท์ 0-2256-xxxx ต่อ xxxx
โทรสาร 0-2256-xxxx
(ลงชื่อ)..........................................................ประธานกรรมการ
(..........................................................)
(ลงชื่อ)..........................................................กรรมการ
(..........................................................)
(ลงชื่อ)..........................................................กรรมการ
(..........................................................)
แบบ บก.06
ตารางแสดงวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรและรายละเอียดค่าใช้จ่าย
การจัดซื้อจัดจ้างที่มิใช่งานก่อสร้าง
1. ชื่อโครงการ ระบบเฝ้าระวังและบังคับใช้มาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แบบอัตโนมัติ
(Autonomous SLA Enforcement & Cyber Oversight Platform)
2. หน่วยงานเจ้าของโครงการ สภากาชาดไทย
3. วงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร 480,000.00 บาท
4. วันที่กำหนดราคากลาง (ราคาอ้างอิง) ณ วันที่ [ระบุวันที่]
เป็นเงิน 480,000.00 บาท
5. แหล่งที่มาของราคากลาง (ราคาอ้างอิง)
5.1 บริษัท เรดซอคซ์ เทคโนโลยี จำกัด
5.2 บริษัท [ชื่อ SI Partner รายที่ 1]
5.3 บริษัท [ชื่อ SI Partner รายที่ 2]
6. รายละเอียดการคำนวณราคากลาง
| รายการ |
มูลค่า (บาท) |
| 1. ระบบบังคับใช้ SLA อัตโนมัติ 24 ชั่วโมง (Autonomous SLA Enforcement) + ระบบประมวลผลกลาง
(Elixir/BEAM) (12 เดือน) |
260,000.00 |
| 2. บริการตรวจสอบและค้นหาช่องโหว่ OWASP Top 10 (ข้อ 3.6.1) + Security Baseline + Hijacking +
Malicious Redirect (12 เดือน) |
90,000.00 |
| 3. ระบบฐานข้อมูลกราฟ (Memgraph) วิเคราะห์อาชญากรรม ตรวจจับ C2
และวิเคราะห์ความเสี่ยงเครือข่าย (12 เดือน) |
130,000.00 |
| รวมเป็นเงินทั้งสิ้น (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) |
480,000.00 |
7. รายชื่อเจ้าหน้าที่ผู้กำหนดราคากลาง (ราคาอ้างอิง) ทุกคน
7.1 ลงชื่อ................................................................
(.........................................................)
7.2 ลงชื่อ................................................................
(.........................................................)
7.3 ลงชื่อ................................................................
(.........................................................)